Cover Story: กรุงไทยคาร์เร้นท์ : พิเทพ จันทรเสรีกุล : The Great Motto (Marketeer/05/51)
|
Cover Story
เรื่อง : อรวรรณ บัณฑิตกุล The Young Marketeer
กรุงไทยคาร์เร้นท์
รถเช่าเป็นอีกธุรกิจหนึ่งที่เติบโตขึ้นอย่างเงียบๆสวนกระแสภาวะเศรษฐกิจในบ้านเรา ทั้งอินเตอร์แบรนด์ และแบรนด์ท้องถิ่นรายใหม่ๆที่ขยายตัวเพื่อเข้ามาร่วมแบ่งเค้กชิ้นนี้
ประสบการณ์ตลอดระยะเวลา 26 ปี ของบริษัทกรุงกรุงไทยคาร์เร้นท์แอนด์ ลีส จำ กัด (มหาชน) แบรนด์รถเช่ารายใหญ่ของเมืองไทย กำลังถูกต่อยอดและสร้างความเข้มแข็งด้วยวิธีคิดของคนรุ่นทายาทด้วยการบริหารรถเช่าประมาณ 5 พันคัน และเปิดบริษัทใหม่อย่างต่อเนื่องครบวงจร ทั้งดีลเลอร์ขายรถใหม่และขายรถยนต์มือ 2
ไพฑูรย์ จันทรเสรีกุล ประธานบริษัทกรุงไทยคาร์เร้นท์แอนด์ ลีส จำกัด (มหาชน) เริ่มธุรกิจเมื่อ 26 ปีก่อน ด้วยการเปิดอู่ซ่อมรถยนต์ทั่วไปและรถแท็กซี่ ก่อนจะขยายกิจการเป็น บริการรถให้เช่าระยะสั้น ประมาณ20 คัน
ตลาดรถเช่าต้องใช้เวลาอย่างมากในการขยายตัว เพราะคนส่วนใหญ่ยังไม่ได้ให้ความสำคัญและยังไม่เห็นจุดแตกต่างระหว่างการซื้อกับการให้เช่ารถยนต์
จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ
เมื่อประมาณปี 2537 หลัง ก่อนเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ ยุคบูมของธุรกิจในช่วงนั้นทำให้ ธุรกิจรถเช่าเป็นที่สนใจของผู้คนมากขึ้น พร้อมๆ กับมีผู้ลงมาทำธุรกิจนี้ มากขึ้นแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่คือ
1.เชนอินเตอร์จากต่างประเทศ เช่น แจแปนเร้นท์จากประเทศญี่ปุ่น เอวิส จากอเมริกา
2. เป็นบริษัทในบ้านเราที่ยังมีขนาดใหญ่ เช่น กรุงไทย คาร์เร้นท์ ลุมพินี คาร์เร้นท์ และ พรีเมียร์ คาร์เร้นท์ เป็นต้น
3. เป็นบริษัทรถเช่าห้องแถวขนาดเล็กที่มีจำนวนรถเช่าไม่มาก ส่วนใหญ่กระจายอยู่ในจังหวัดท่องเที่ยว ในช่วงนั้นเองที่พิเทพ จันทรเสรีกุล กรรมการผู้จัดการของบริษัทกรุงไทยคาร์เร้นท์แอนด์ ลีส จำกัด (มหาชน) ลูกชายคนโตของไพฑูรย์ เข้ามารับผิดชอบในการบริหารงานอย่างเต็มตัว ซึ่งเป็นยุคที่ กลุ่มลูกค้า จากคนเช่าทั่วไป เริ่มเปลี่ยนไปเป็นบริษัทเอกชนขยายไปยังกลุ่มของรัฐวิสาหกิจ รวมทั้งลูกค้าในบริษัทต่างชาติ
“ตอนนั้นเรา ห็นแล้วว่าวิธีคิดของผู้บริหารรุ่นใหม่เปลี่ยนไป พวกเขาเข้าใจข้อดีของรถเช่ามากขึ้น เพราะการเช่ารถจะไปตอบโจทก์เรื่องควบคุมต้นทุนของบริษัท เรื่องของภาษี และงบประมาณ ไม่ต้องมายุ่งในเรื่องของค่าบำรุงรักษารายปี การซ่อม การเช็คระยะ การจัดการกับรถเก่าที่ต้องเปลี่ยนเป็นรถมือสอง เรื่องของประกันภัยต่างๆ ตัดไปให้เป็นภาระของริษัทรถเช่าหมด”
วิธีการสื่อสารกับผู้คนในยุคนั้นจะไม่ได้ให้ความสำคัญกับการโฆษณามากนัก หวังผลแบบปากต่อปาก รวมทั้ง ทำไดเร็กเมล์บ้าง พร้อมๆกับตลาดโตขึ้น บริษัทรถเช่ารายอื่นใน เมืองไทยก็เริ่มบุกตลาดเข้ามาเช่น เดียวกับอินเตอร์แบรนด์ที่เป็นที่รู้จัดีในเอเชีย ในยุโรป ที่เริ่มขยายสาขาเข้ามาบุกคลาดในเมืองไทย
กระโดดเข้าตลาดหลักทรัพย์เพื่อปักธงสร้างแบรนด์
พิเทพบอกว่าปัจจัยความสำเร็จของการทำธุรกิจรถเช่ามี 3 อย่างคือต้องบริหารจัดการเรื่องต้นทุนให้ดี มีการบริการที่ดีทั้งศูนย์ซ่อม ศูนย์ บริการ เพื่อสร้างความประทับใจให้กับลูกค้า แบรนด์ก็จะเกิดขึ้นตามมา การบริการแบรนด์ให้ต่อเนื่องก็เป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญ
เขาเลือกที่จะกระโดดเข้าตลาดหลักทรัพย์เพื่อปักธงสร้างแบรนด์
เมื่อเป้าหมายหลักขอ งบริษัทคือลูกค้าขององค์กรรายใหญ่ การตัดสินใจเข้าไปเป็นบริษัทในตลาดหลักทรัพย์เมื่อปี 2548 พิเทพมั่นใจว่า เป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง
“ผมมองว่าเป้าหมายในการทำธุรกิจคือเรื่องของความเชื่อมั่น ความเชื่อมั่นกับการขยายตลาดต้องไปด้วยกัน การที่เราเป็นบริษัทมหาชน ทำให้เกิดความเชื่อมั่น เราเลยขยายตลาดได้ง่ายขึ้น เหมือนกับว่าเรามีสื่อทางอ้อม ผมว่านี่คือกลยุทธ์หนึ่งที่ทำให้บริษัทสามารถก้าวกระโดดขึ้นไปได้ สามารถสร้างสายสัมพันธ์กับองค์กรใหญ่ๆได้ ถึงแม้ไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อน ลูกค้าก็มั่นใจว่าบริษัทเราต้องได้มาตรฐานระดับหนึ่งแล้ว”
พร้อมๆกันนั้นเขาก็ได้ให้ความสำคัญในเรื่องของการสร้างแบรนด์ไปพร้อมๆกัน
“ผม จ้างบริษัทที่ปรึกษาในการสร้างแบรนด์ข้างนอกมาเริ่มวางแผน ให้ความสำคัญกันตั้งแต่เรื่องโลโก้ ที่ต้องการให้ดูทันสมัยมากขึ้น เปลี่ยนเป็นสีน้ำเงินสดใส และทุกอย่างในเอกสารที่จะสื่อสารถึงลูกค้าเช่นโบชัวร์ ใบเสร็จรับเงิน เปลี่ยนเป็นโลโก้นี้ใหม่หมด เพื่อให้เขาจำชื่อเราได้มากขึ้น”
กรุงไทยคาร์เร้นท์ เข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ พร้อมๆกับการเกิดขึ้นของบริษัทในเครือเช่น เป็นดีลเลอร์ของบริษัทโตโยต้ามอร์เตอร์ ประเทศไทย บริษัทโตโยต้ากรุงไทย ยูสคาร์ ซื้อและจำหน่ายแลกเปลี่ยนรถยนต์มือสอง ทำให้ธุรกิจด้านรถยนต์ของบริษัทครบวงจร
พื้นที่ประมาณ
“ตอนนี้ยูสคาร์ของเราเป็นปีที่ 2 ผมอยากบอกว่าเราขายดีเป็นอันดับต้นๆในประเทศไทยเพราะคนเชื่อว่ามาจากรถเช่าที่บริหารจัดการที่ดีของกรุงไทย ปีทีแล้วรายได้ประมาณ 100 กว่าล้านจำนวน 1,100คันในปีที่ผ่านมา”
ช่องทางใหม่ๆของตลาดรถเช่า
พิเทพบอกว่าพยายามขยายฐานลูกค้าใหม่ๆ โดยมองไปยังกลุ่มที่ไม่เคยเข้าไปเจาะ อย่างนิคมอุตสาหกรรม รวมทั้งมองแผนงานใหม่ๆทางด้านการประชาสัมพันธ์ เพื่อให้แบรนด์ของบริษัทคุ้นเคยกับกลุ่มลูกค้าทั่วไปมากขึ้น
ปัจจุบันรายได้ส่วนใหญ่นั้นบริการรถยนต์เช่าดำเนินงาน (Operating Lease)มากถึง 95% ลูกค้ารายใหญ่เช่นบริษัท ทีโอที แห่งประเทศไทย ธนาคาร ไทยพาณิชย์ และที่เหลือเป็นรถยนต์เช่าระยะสั้น (รายวัน-สัปดาห์-เดือน)ราว5% โดยจะมีรถเช่าในกลุ่มดังกล่าวให้บริการจำนวน 100 คัน
จากทุกแผนงานจะทำให้เขามั่นใจว่าปีนี้จะมีรายได้รวมเกิน 1,000 ล้านบาท โต 20% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว สูงกว่าการขยายตัวของตลาดที่ปีนี้น่าจะอยู่ประมาณ 10%
ล้อมกรอบ
พิเทพ จันทรเสรีกุล
กรรมการผู้จัดการของบริษัทกรุงไทยคาร์เร้นท์แอนด์ ลีส จำกัด (มหาชน)
อายุ : 37 ปี
การศึกษา : ปริญญาตรี บริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ
ปริญญาโท สาขาการเงิน
Lifestyle: ว่างไม่ได้ชอบรวมก๊วนเพื่อนเก่าไปตีกอล์ฟ
Crazy in brand
กรุงไทยคาร์เร้นท์ แอนด์ ลีส จำกัด (มหาชน)
ขอบคุณที่มา http://www.krungthai.co.th
รถเช่า, เช่ารถ,rent a car Bangkok,rent a car Thailand, รถยนต์เช่า, เช่ารถยนต์, รถเช่ารายปี, รถเช่ารายวัน, บริการรถเช่ารายวัน, บริการรถเช่า, บริการเช่ารถ, รถเช่ากรุงเทพ, เช่ารถกรุงเทพ, รถเช่าขับเอง, เช่ารถขับเอง, รถยนต์ให้เช่า, กรุงไทยคาร์เร้นท์, carrent, carrental, krungthai, carrent bangkok, carrent thailand, thailand thai bangkok car rental rent hire lease, car rental thailand, auto hire, auto leasing, car hire, car lease, car rent , car rental, operating lease, kcar, bangkok, thai, thailand
|
วันศุกร์ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2556
Cover Story: กรุงไทยคาร์เร้นท์
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น