วันศุกร์ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

กรุงไทยคาร์เร้นท์ เน้นจุดแข็ง "ครบวงจร"

กรุงไทยคาร์เร้นท์ เน้นจุดแข็ง "ครบวงจร" 
ครองตลาดรถยนต์เช่าเพื่อใช้ในองค์กรที่โตวันโตคืน

บริษัท กรุงไทยคาร์เร้นท์ แอนด์ ลีส จำกัด (มหาชน) ผู้ให้บริการรถเช่ามากว่า 28 ปี และเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เมื่อปี พ.ศ. 2548 ซึ่งเป็นบริษัทที่เชี่ยวชาญและครองตลาดรถยนต์เช่าประเภทดำเนินงาน (Operating Lease) เพื่อใช้ในองค์กรต่างๆ โดยมีระยะเวลาสัญญา 1-5 ปี (โดยเฉลี่ย 3 ปี) โดยมีรถยนต์กว่า 5,700 คัน มั่นใจในจุดแข็งที่เป็นกลุ่มบริษัทในโมเดลที่ "ครบวงจร" ทำให้ได้เปรียบในการแข่งขัน และส่งผลให้ลูกค้าสามารถมั่นใจในบริการและความคุ้มค่าตลอดระยะเวลาของสัญญา
     ความครบวงจรของ กรุงไทยคาร์เร้นท์ฯ คือ มีบริษัทในเครือเป็นดีลเลอร์ขายรถยนต์ใหม่ถึงสองบริษัทคือ โตโยต้า กรุงไทย และ บริษัท สยามนิสสัน กรุงไทย นอกจากนั้นยังมี บริษัท โตโยต้า กรุงไทย ยูสคาร์ จำหน่ายรถยนต์ใช้แล้ว ภายใต้ชื่อ "โตโยต้า ชัวร์" โดยมีบริษัท กรุงไทยคาร์เร้นท์ฯ เป็นแกน ความครบวงจรนี้ทำให้กรุงไทยคาร์เร้นท์ฯ ได้เปรียบในการบริหารและประเมินการต้นทุนได้แม่นยำ ตั้งแต่ต้นทางจนจบกระบวนการของสัญญาเช่า นับจากการจัดซื้อรถ การซ่อมแซมดูแลรักษา การจัดหารถยนต์ทดแทน การต่อทะเบียน และทำประกันภัย เป็นต้น จนถึงขั้นตอนการขายเป็นรถยนต์ยูสคาร์เมื่อหมดสัญญาแล้ว
     คุณพิเทพ จันทรเสรีกุล Managing Director บริษัท กรุงไทยคาร์เร้นท์ฯ เปิดเผยว่า "ในธุรกิจรถเช่านี้การบริหารต้นทุนเป็นเรื่องสำคัญ เพราะเนื่องจากว่าการแข่งขันนั้นนอกจากเรื่องของบริการแล้วก็เป็นเรื่องของราคา ใครที่สามารถควบคุมต้นทุนในแต่ละช่วงได้และสามารถนำเสนอราคาที่ไม่แพงไปสู่ลูกค้าก็จะเป็นข้อได้เปรียบ โดยเฉพาะเวลานี้เราเป็นบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ ต้นทุนทางการผลิตเราเองก็เรียกว่า สามารถแข่งขันได้ในอุตสาหกรรมอยู่แล้ว โครงสร้างของเราจึงมั่นใจได้ว่าจะตอบโจทย์ในเรื่องของต้นทุนได้ เมื่อมองในแง่ของรูปแบบธุรกิจ การที่เราเองมีบริษัทที่เป็นโมเดลแบบครบวงจร ในเรื่องของการซ่อมแซมดูแลรักษาต่างๆ เราก็จะมีความชำนาญ มีศูนย์ซ่อมด้วยตัวเอง มีทีมช่างเองโดยตรง ทีม Mobile Service, ทีม Call Center, ทีม Emergency Service มีครบหมดไม่ต้อง Outsource ออกไป ความต่อเนื่องฉับไวต่างๆ จึงทำได้เร็วขึ้น ในเรื่องการจัดซื้อรถเข้ามา การดูแลเรื่องสต๊อก การจัดซื้อรถรุ่นไหน จะมีการปรับเปลี่ยนโมเดล ออกแคมเปญอะไรต่างๆ เราก็จะรับรู้ข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว จนถึงการขายต่อเองนั้น เราก็มีส่วนของยูสคาร์รองรับการขาย ลูกค้าที่อยู่กับเราจึงได้รับการบริการแบบครบวงจร"
     ในปัจจุบันนั้นตลาดรถยนต์เช่าประเภทดำเนินงานเพื่อใช้ในองค์กร (Operating Lease) เป็นตลาดรถยนต์เช่าที่ใหญ่ที่สุดประมาณ 70% ของรถยนต์เช่าทั้งหมด ส่วนตลาดเช่าระยะสั้นจะมีขนาดประมาณ 30% โดยตลาดรถยนต์เช่าประเภทดำเนินงานเพื่อใช้ในองค์กรนั้นมีอัตราการเติบโต เพิ่มขึ้น 10% ทุกๆ ปี เนื่องจากความคุ้มค่าที่มากกว่าการซื้อรถใหม่ และจากสภาพเศรษฐกิจที่องค์กรต่างๆ หันมา Outsource ในจุดนี้ และตลาดจะเติบโตอีกมาก จากภาคราชการและรัฐวิสาหกิจที่เปลี่ยนมาใช้การเช่าแทนการซื้อรถยนต์ใหม่ โดยทางกรุงไทยคาร์เร้นท์ฯ ตั้งเป้าการเติบโตไว้ให้มากกว่าการเติบโตของตลาด คือประมาณ 15% ทุกปี และมีแนวทางในการพัฒนาองค์กรทั้งด้านการเป็น Partnership กับลูกค้าตลอดระยะสัญญา ทำจากภายในองค์กรไปสู่ภายนอกองค์กรความเป็น Professional ในการทำธุรกิจเพื่อให้ลูกค้ามั่นใจ ไปจนถึง dynamic ในการให้บริการอย่างกระตือรือร้น
    "การแข่งขันด้านราคามีผลในเบื้องต้น แต่พอลูกค้าได้เรียนรู้และมีประสบการณ์ในการใช้รถเช่าแล้ว ก็จะกลับกลายมาเป็นเรื่องของบริการ เพราะต้องดูแลกันตลอด 3 ปี การบริการจะเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา เรื่องของ Brand จึงสำคัญกับการบริการที่ลูกค้าได้รับกลับมาที่คุ้มค่ากว่าโดยรวม เพราะ Brand ที่แข็งแกร่งก็จะสามารถให้บริการได้ตามสัญญาจนครบกำหนด" คุณพิเทพ กล่าวปิดท้ายเพื่อตอกย้ำถึงความเชี่ยวชาญ และมั่นคงในธุรกิจของกรุงไทยคาร์เร้นท์ฯ มาอย่างยาวนาน


กรุงไทยคาร์เร้นท์ แอนด์ ลีส จำกัด (มหาชน)
ขอบคุณที่มา http://www.krungthai.co.th

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น